เมฆที่ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

เมฆที่ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

เมฆที่ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

เมฆที่ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หากอยู่รวมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ เราเรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากความร้อน (thermal thunderstorm) มักเกิดขึ้นเหนือพื้นที่ ๒ – ๓ ตารางกิโลเมตร และใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง แต่ถ้ามีการรวมกลุ่มกันอย่างมีระเบียบ โดยเซลล์ต่างๆ ของเมฆ จัดตัวเป็นแนวยาว เป็น พายุฝนฟ้าคะนองหลายเซลล์ (multi-cell thunderstorm) ทำให้เกิดกระแสลมไหลลงแรงพัดลงสู่พื้นโลก เกิดเป็นแนวลมเย็นที่เรียกว่า แนวปะทะอากาศลมกระโชก (gust front)

เมฆที่ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

๑. ขั้นก่อตัว หรือขั้นก้อนเมฆคิวมูลัส (cumulus stage)

ใช้เวลานาน ๑๐ – ๑๕ นาที โดยเริ่มเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการไหลเวียนของอากาศ ทำให้มีกระแสลมพัดขึ้นในแนวตั้ง กำเนิดก้อนเมฆคิวมูลัสเล็กๆที่ไม่กำเนิดฝน เรียกว่า ก้อนเมฆคิวมูลัสอากาศธรรมดา (fair-weather cumulus)

ถ้าเกิดอากาศรอบๆมีสภาพการณ์อเสถียรภาพ ก้อนเมฆจำพวกนี้จะเติบโตขยายตัวในแนวตั้งสูงมากขึ้นไป ถ้าหากยอดก้อนเมฆมากถึงตอนบน ของชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ หรือในระดับที่ค่อนข้างสูงราวๆ ๑๐ – ๑๕ กิโล จากผิวโลก ก้อนเมฆนี้จะมีขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่หลายตารางกิโลเมตร ในขั้นตอนนี้จะไม่มีฝนตกอะไร

๒. ขั้นเติบโตเต็มกำลัง (mature stage)

ใช้เวลานานราวๆ ๑๕ – ๓๐ นาที ปวดเมื่อยอดก้อนเมฆเริ่มขยายตัวไปในทางแนวระดับเป็นก้อนเมฆรูปทั่ง (anvil cloud) และก็จำนวนมาก โดยยิ่งไปกว่านั้นส่วนบนของก้อนเมฆมีเกล็ดน้ำแข็ง ในขั้นตอนนี้ จะมีกระแสลมไหลในแนวตั้งลงสู่พื้นแผ่นดิน กระแสลมที่พัดลงมาในแนวตั้งนี้ จะนำเอาหยดน้ำฟ้า (หิมะ เกล็ดน้ำแข็ง ฝน รวมทั้งลูกเห็บ) ก่อให้เกิดฝนตกหนักลงสู่พื้นแผ่นดิน เป็นกระแสลมที่พัดร้ายแรง เมื่อกระแสลมพัดลงมาใกล้ผืนโลก ก็เลยทำให้เกิดแนวลมกระโชก หรือแนวพายุฝนฟ้าร้องขึ้น ในเวลาเดียวกันที่รอบๆขอบก้อนเมฆนั้น อากาศที่อยู่บริเวณซึ่งยังไม่ถึงจุดอิ่มตัวของละอองน้ำ จะถูกชักชวนไปสู่ก้อนเมฆแทนที่อากาศ ที่พัดตามกระแสลมลงสู่แผ่นดิน

ถัดมา เมฆฝนฟ้าร้องจะเติบโตเต็มกำลัง ในตอนท้ายของขั้นนี้จะมีอีกทั้งฝนตกหนัก ฟ้าลั่น ฟ้าผ่า ลมแรง ลูกเห็บตก ยอดก้อนเมฆบางทีอาจมากถึง ๑๘ กม. หรือเท่าๆกับระดับค่อนข้างสูงของยอดชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ในเขตร้อน โดยที่ระดับที่ถือว่าสูงรอบๆยอดก้อนเมฆจะมีก้อนเมฆชั้นสูงพวกซีร์รัส ซึ่งมีผลึกน้ำแข็งเป็นองค์ประกอบอยู่ ลมที่ระดับบรรยากาศสูงๆจะมีอัตราความเร็วสูง รวมทั้งพัดพาก้อนเมฆซีร์รัสไปด้านหน้าเร็วกว่าตัวเมฆฝนฟ้าร้อง กำเนิดเป็นรูปทั่งตีเหล็ก (anvil shape) อยู่ข้างบน

๓. ขั้นย่อยสลาย (dissipating stage)

เกิดขึ้นเมื่อกระแสลมในก้อนเมฆส่วนใหญ่เป็นกระแสลมพัดลงสู่พื้นแผ่นดิน อากาศที่จมตัวลง ก็จะแทนที่อากาศที่ลอยตัวขึ้น ในก้อนเมฆ ทำให้ด้านในก้อนเมฆมีเพียงแต่กระแสลมที่พัดลงสู่พื้นแผ่นดิน ทำให้อากาศอุ่นตัวขึ้น ความชื้นสัมพัทธ์ก็ต่ำลง ฝนเบาๆหมดไป ความไม่มีเสถียรภาพในเซลล์ก้อนเมฆหมดไป ทำให้ก้อนเมฆส่วนมากระเหย แล้วก็ย่อยสลายไป เหลือแค่ก้อนเมฆซีร์รัส ที่มีเกล็ดน้ำแข็งเป็นเลิศก้อนเมฆ

ฝาก1รับ20