สอบไปทำไม สอบแล้วได้อะไร

สอบไปทำไม

สอบไปทำไม สอบแล้วได้อะไร

นี่บางทีอาจเป็นปริศนาที่อยู่ในใจคนอีกหลายคนที่จะจำต้องเข้ารับการทดลองและก็ประเมินความสามารถทางวิชาชีพคุณครู

แน่ๆว่าการสำเร็จการศึกษาหลักสูตรคุณครูมาแล้วนั้่น ก็คงจะรับรองความรู้ความเข้าใจให้แล้วในระดับหนึ่ง

แต่ว่าอันที่จริงแล้วการสอบนั้นไม่ใช่แค่เพื่อตัวของคุณเอง

แม้กระนั้นเป็นไปเพื่ออนาคตของผู้เรียน แล้วก็เพื่อสังคมมีความเชื่อมั่น

รวมทั้งไว้วางใจที่จะฝากอนาคตของบุตรหลานให้กับคุณครูที่ผ่านการตรวจสอบรวมทั้งประเมินความสามารถทางวิชาชีพคุณครู

ซึ่งคาดหมายว่าคุณครูที่ผ่านวิธีการที่มีจิตวิญญาณของความเป็นคุณครู

รวมทั้งมีความพร้อมเพรียงที่จะอบรมและก็ปรับปรุงนักศึกษาเป็นอนาคตของชาตินั่นเอง

โดยในส่วนแรกของการทดลองและก็ประเมินความสามารถทางวิชาชีพคุณครูนั้น

สอบไปทำไม

1.การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการวินิจฉัยอนาคตของเด็กนักเรียนเยอะมากๆ ว่าคนไหนจะเป็นผู้ชนะหรือแพ้ ฉะนั้น ระบบการเรียนไทยตั้งแต่ชั้นอนุบาล ก็เลยพุ่งเป้าไปที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นหลัก เนื่องจากวัฒนธรรมความเลื่อมใสของชาวไทยยึดมั่นกันมาว่า การเล่าเรียนจบมหาวิทยาลัย เป็นหนังสือเบิกทางไปสู่การบรรลุผลในชีวิต จะมีงานที่ดีให้ทำ จะมีรายได้สูง จะมีอนาคตป้อมปราการคงจะ ไปจนกระทั่งจะมีหน้ามีตาเป็นที่ยอมรับของญาติรวมทั้งสังคม ด้วยทัศนคติแบบนี้เองได้ทำให้การสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย แปลงเป็นมหกรรมรายปีที่สร้างแรงกดดันแล้วก็ความตึงเครียดให้กับผู้เรียน รวมถึงบิดามารดาผู้ดูแลกว่าหลายแสนคนภายในแต่ละปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ (2564) ที่ผู้เรียนจำต้องเจอกับเหตุการณ์เชื้อไวรัสวัววิด-19 ซึ่งบังคับให้พวกเขาจะต้องหยุดเรียน ในบางช่วงจำต้องเรียนทางเน็ต แล้วก็จำต้องสอบอีกเพียบเลย เพื่อเก็บสะสมคะแนนไว้ใช้สำหรับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยตามเกณฑ์ที่ระบุ

ระบบการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย มีประวัติศาสตร์เป็นเวลานานกว่า 60 ปี โดยมีจุดแข็งสำคัญเป็น “ความถูกต้อง” ของการสอบแข่งขัน ในอดีตกาลมีการโจษขานแล้วก็เห็นด้วยด้วยกันในสังคมไทยว่า ระบบการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย เป็น “อย่างเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีการคดโกง” เพราะว่าประวัติศาสตร์บีบคั้นให้ประธานการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย จำต้องยอมสร้างขั้นตอนและก็กลไกเยอะมากที่สร้างความยุ่งยาก ให้แก่รูปแบบการทำงานของทุกฝ่ายไปจนกระทั่งตัวเด็กนักเรียน เพื่อจะได้แน่ใจว่า กระบวนการยุติธรรมนั้นไม่มีเส้น และไม่มีคนไหนกันสามารถวิ่งเต้นได้

แม้ว่าจะเป็นความภูมิใจของคุณครูมหาวิทยาลัยที่รับผิดชอบในเรื่องดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วนี้ แม้กระนั้นในอีกด้านระบบการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ก็จำเป็นต้องพบเจอกับหลักสำคัญปัญหาในเรื่อง “ความเที่ยงธรรมของวิธีการสอบแข่งขันไม่พอๆกับความชอบธรรมของผล” นี่เป็นปมที่น่าวิตกกังวลสำหรับผม ก็เลยจำเป็นต้องขอให้รายละเอียดเพื่อการข้ามผ่านความแตกต่างอันเป็นปัญหาของเด็กนักเรียนจำนวนมากได้อย่างสบาย ในเรื่องที่ระดับแผนการ และก็หน่วยงานที่เกี่ยวเนื่องมีความรู้ แล้วก็ยินดีนำไปปฏิบัติ

3.ความถูกต้องของผลเป็นการที่ผู้เรียนทุกคนได้โอกาส แล้วก็ฐานประสิทธิภาพการศึกษาเรียนรู้ที่เสมอกัน เมื่อเป็นแบบนั้น การสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบปัจจุบันนี้ ก็เลยจะให้ความยุติธรรมของผลสรุปได้อย่างแท้จริง แม้กระนั้นอันที่จริงแล้ว ทุกคนก็รู้ดีว่า จังหวะสำหรับเพื่อการเข้าสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับเด็กนักเรียนทุกคนมีเสมอกัน และก็กรรมวิธีการสอบแข่งขันก็โปร่งใสเป็นกลาง กระนั้น ผลสรุปที่ออกมากลับมีความอยุติธรรมเกิดมากมาย ดังเช่นว่า

ประการแรก ระบบการสอบของสำนักทดลองด้านการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และก็การสอบเฉพาะทางวิชาชีพของภาควิชาต่างๆในแต่ละมหาวิทยาลัย ล้วนแต่มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้แก่ ค่าใช้จ่ายสำหรับการสมัคร ค่าพาหนะ ค่าของกิน ค่าบ้านพัก ฯลฯ แล้วก็หากผู้เรียนปรารถนาสมัคร 10 ที่ เพื่อได้โอกาสสำหรับเพื่อการเลือกที่เป็นต่อที่สุดตามประสิทธิภาพทางด้านวิชาการของตน แน่ๆว่า ผู้เรียนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนไม่ใช่น้อย ซึ่งมีนักเรียนอีกมากมายที่บิดามารดาขาดเงินพอเพียงจะจ่ายให้ลูกได้ตามแนวทางสมัครที่ดีเยี่ยมที่สุดของเขา นี่เป็นความอดอยากอันเป็นเหตุให้เกิดความแตกต่างของการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย

4.ประการลำดับที่สอง สืบไปจากเด็กนักเรียนที่ได้โอกาสเข้าห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยยิ่งไปกว่านั้นม. ปลายที่มีคุณภาพแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น โรงเรียนมัธยมศึกษาของจังหวัดริม กับโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เป็นที่รู้จักในจังหวัดกรุงเทพ ถ้าเกิดให้ผู้เรียนจากสองที่ (เหมือนตัวอย่างนี้) มาชิงชัยทำข้อสอบเลือกเฟ้นเข้าภาควิชาแพทยศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แน่ๆว่า เด็กนักเรียนจากโรงเรียนชายขอบจะมิได้รับเลือกจากมาตรฐาน และก็ระบบการสอบแข่งขันตอนนี้ ฉะนั้นหากแม้กรรมวิธีการสอบแข่งขันจะมีความชอบธรรมรวมทั้งโปร่งใส แต่ว่าปริศนาที่ตามมาก็คือ จะมีหลักประกันอะไรที่พูดได้ว่า เด็กนักเรียนจากสถานที่เรียนในจ.กรุงเทพฯ หากเรียนเสร็จเปลี่ยนเป็นหมอ หรือวิศวกรแล้วจะทำประโยชน์ต่อชาติ และก็พสกนิกรได้ดียิ่งไปกว่า และก็มากยิ่งกว่าผู้เรียนจากโรงเรียนชายขอบ (ในกรณีถ้าหากเขาได้โอกาสสอบเข้าชั้นเรียนหมอหรือวิศวะ)

ในอีกด้านหนึ่งมีปริศนาว่า การที่เด็กนักเรียนจากโรงเรียนชายขอบสอบเข้าหมอหรือวิศวะมิได้ หากเขาได้โอกาสได้เข้าชั้นเรียนหมอหรือวิศวะ เขาจะไม่สามารถที่จะเรียนจนกระทั่งเสร็จได้ ตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัยหรือ ซึ่งถ้าหากคำตอบออกมาว่า เด็กนักเรียนจากโรงเรียนชายขอบมีความรู้เรียนหมอหรือวิศวะได้เสร็จ ด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่ระบบสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย “คัดเลือก” เด็กนักเรียนคนนี้ “ออก” ก็พอๆกับเมืองไทยพลาดโอกาสที่จะมีหมอหรือวิศวะไปด้วยเหมือน กันโน่นก็เลยแปลว่า การไม่ผ่านการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย มิได้หมายความว่าการที่เด็กนักเรียนคนนั้นไม่สามารถที่จะ เรียนในมหาวิทยาลัยได้เสร็จตามเกณฑ์มาตรฐาน ด้วยเหตุนี้บทสรุปนี้ก็เลยเป็นเหตุผลสำคัญที่ “กระทรวงศึกษาธิการ” แล้วก็ “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ ศึกษาค้นคว้าแล้วก็ของใหม่” ควรต้องด้วยกันทวนระบบการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยอย่างระมัดระวังอีกที

สล็อตออนไลน์