ระบบการจัดช่วงชั้นทางสังคม

ระบบการจัดช่วงชั้นทางสังคม

ระบบการจัดช่วงชั้นทางสังคม

นักสังคมวิทยาได้มีความเห็นสำหรับการจัดอันดับตอนชั้นด้านสังคมไว้ 3 ระดับ
1. ระบบวรรณะ
ระบบวรรณะ(caste system ) เป็นการจัดหมู่สังคมต่างๆเพื่อเป็นระเบียบเรียบร้อยสำหรับการทำอาชีพเสริมเป็นลำดับความสูงต่ำของอำนาจรวมทั้งเกียรติ การแบ่งงานกันทำเป็นพื้นฐานของแบ่งชนชั้นทางสังคม ด้วยเหตุว่าบุคคลที่อยู่ในวรรณะต่างๆดำรงชีพต่างกัน โดยเหตุนั้น ระบบวรรณะก็เลยเป็นความสมาคมของสถานภาพซึ่งจำกัดบุคคล โน่นเป็นสถานภาพแต่กำเนิดเป็นตัวระบุตอนชั้นด้านสังคม
วรรณะคือระบบที่ตรงกันข้ามกับชนชั้น เพราะว่าวรรณะคือระบบที่ขึ้นกับสถานภาพที่ได้มาแม้กระนั้นกำเนิด พอเพียงเกิดขึ้นมา แต่ละคนแต่ละคนจะเป็นพวกในวรรณะบิดามารดาของตน รวมทั้งจะไม่อาจจะเขยื้อนจากวรรณะหนึ่งไปยังอีกวรรณะหนึ่งได้ แต่ว่าในระบบวรรณะ แต่ละคนจำต้องสมรสกับคนภายในวรรณะเดียวกัน เป็นการสมรสกับคนกรุ๊ปเดียวกัน วรรณะต่างๆจะถูกจัดระดับค่อนข้างสูงต่ำตามความข้องเกี่ยวระหว่างกันและกัน ที่มักไปร่วมกันกับอาชีพที่เฉพาะต่างๆและก็การเป็นพวกของสังคมที่มีวัฒนธรรมย่อยต่างๆนาๆระหว่างที่ระบบชนชั้นไม่มีขอบเขตหรือเขตแดนที่แน่ๆระหว่างคนภายในชนชั้นต่างๆแต่ว่าวรรณะคือระบบที่มีขอบเขตที่แน่ๆระหว่างคนภายในวรรณะต่างๆกัน หลักเกณฑ์หลายชนิดในระบบวรรณะจะมุ่งตรงไปที่การดูแลและรักษาระยะห่างด้านสังคมระหว่างคนภายในวรรณะต่างๆ
นักมานุษยวิทยาบางบุคคล นิยามวรรณะเฉพาะที่มีอยู่ในสังคมประเทศอินเดีย แม้กระนั้นคนอื่นมองดูวรรณะว่า เป็นระบบหนึ่งของการจัดตอนชั้นทางด้านสังคมที่เจอในหลายๆสังคมนอกอินเดีย ตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น นิดหน่อยของแอฟริกา แล้วก็ถึงแม้ในประเทศอเมริกา
ผู้เล่าเรียนพินิจได้ว่าระบบวรรณะของประเทศอินเดียจัดเป็นวรรณะใหญ่ 4 วรรณะหมายถึงวรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์ และก็วรรณะศูทร เป็นลำดับ รวมทั้งมีบทบาทแตกต่างกัน
ลักษณะสำคัญของวรรณะทั้งยัง 4 มีดังนี้
1. บุคคลจะต้องสมรสด้านในญาติเดียวกัน
2. มีโคตรเหง้าเดียว
3. สมาชิกภาพได้รับโดยเกิด ไม่สามารถที่จะแปลงสถานภาพได้ นั้นเป็นบุคคลกำเนิดในวรรณะใดก็ควรจะเป็นบุคคลในวรรณะนั้น
4. ห้ามสมรสกับบุคคลนอกวรรณะ
5. ประกออบอาชีพเริ่มแรกตามวรรณะของตัวเอง
ความเป็นจริง การจัดบุคคลออกเป็นวรรณะต่างๆนั้น ประเทศอินเดียได้รับอิทธิพลจากคำอบรมสั่งสอนของพราหมณ์ดำรงชีพ เป็นบรรพชิต ปราชญคุณครู คุณครู บุคคลที่อยู่ในวรรณะกษัตริย์ปเอือมระอาชีพเป็นนักสู้ นักดูแล เจ้าน้าที่ราชการ บุคคลที่อยู่ในวรรณะแพศย์เลี้ยงชีพเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ เกษตรกร ช่าง แล้วก็คนธรรมดา เฉพาะบุคคลที่อยู่ในวรรณะศูทรดำรงชีพเป็นคนงาน แรงงาน รวมทั้งรับใช้บุคคลในวรรณะอีกทั้ง 3 ข้างต้น
กฎที่ต้องปฏิบัติตามตามจารีตหลายสิ่งหลายอย่างในประเทศอินเดีย ถูกผลิตขึ้นรักษาช่องว่างระหว่างวรรณะสมาชิกของวรรณะต่างๆไม่รับประทานร่วมกัน คนภายในวรรณะสูงยิ่งกว่าจะมิได้จับอุปกรณ์หรือของกินจากวรรณะต่ำลงยิ่งกว่า พวกจัณฑาลจะแยกไปจากวรรณะอื่นๆในหมู่บ้าน และไม่ได้รับอนุญาตให้กินน้ำจากกำแพงเดียวกันกับพวกวรรณะสูงขึ้นมากยิ่งกว่า ก่นหน้าที่ข้อบังคับเดี๋ยวนี้จะมีขึ้นเพื่อความทัดเทียมกันด้านกฎหมายนั้น การสมรสรวมทั้งความข้องเกี่ยวทางเพศระหว่างวรรณะต่างๆถูกห้าม แต่ละวรรณะมีลักษณะทางด้านวัฒนธรรมย่อยแตกต่างไป พวกวรรณะสูงๆจะมีความประพฤติตามความเชื่อถือในศาสนาฮินดูมากยิ่งกว่า ยกตัวอย่างเช่น รับประทานอาหารผัก ไม่ดื่มของมึนเมา แล้วก็ห้ามหญิงหม้ายสมรสใหม่ เฉพาะวรรณะสูง เม่านั้น ที่จะประกอบพิธีบาปต่างๆได้ ได้แก่ การมัดเส้นด้ายสายสินสิญจน์ศักดิ์สิทธิ์ให้หนุ่มน้อยซึ่งเป็นเครื่องหมายของการเกิดมาอีกรอบหนึ่ง พระวรรณะพราหมณ์จะไม่ประกอบพิธีที่จำเป็นต้องให้กับพวกจัณฑาลที่แตะมิได้รวมทั้งพวกวรรณะที่ต่ำกว่า พวกที่แตะมิได้ ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในวัดของหมู่บ้าน
โดยปกติ ระบบวรรณะของประเทศอินเดียผูกพันอยู่กับการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์รวมทั้งการให้บริการต่างๆต่อกันข้างในหมู่บ้าน ครอบครัวต่างๆของช่างฝีมือรวมทั้งวรรณะที่ใช้บริการต่างๆได้ให้บริการตามจารีตที่จำเป็นจะต้องเอ็งพวกวรรณะเจ้าของที่ แล้วก็พวกเขาได้รับของกินเป็นการทดแทน ความเกี่ยวเนื่องในเชิงค้ำจุนแบบนี้มีอยู่ถัดไปหลายชั่วคนในครอบครัวเดียวกันของวรรณะตางๆกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว ความต่างกันของวรรณะต่างๆกระตุ้นให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันและกัน และก็มีการรวมตัวกันอย่างกลมกลืนกันในระดับหมู่บ้าน
ผู้เรียนรู้ดูได้ว่ารัฐธรรมนูญของประเทศอินเดียในขณะนี้บอกว่าการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตย ราษฎรทุกคนมีสิทธิความอิสระเสมอกัน อีกทั้งด้านการเมืองแล้วก็สังคม ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะระบบวรรณะมีพื้นฐานมาจากความศรัทธาทางพราหมณ์-ฮินดู บุคคลแต่ละมีตำแหน่งหรือสถานภาพทางสังคมที่ประจำตัวมาแต่ว่ากำเนิด และก็เป็นไปตามบาปของแต่ละบุคคล ตำแหน่ง หรือฐานะดังที่กล่าวถึงมาแล้วนี้อันคำกล่าวสอนของพราหมณ์-ฮินดู กล่าวว่าคนไหนกันเปลี่ยนมิได้ตลอดชาติ ความเคลื่อนไหวจะมีได้น่าฟังในชีวิตหน้าหรือโลกหน้า และก็จะเปลี่ยนไปเช่นไรย่อมขึ้นกับบาปของตัวเองที่ได้ปฏิบัติเอาไว้ในชาตินี้ และก็การตัดสินใจของพระผู้เป็นเจ้า ความศรัทธาทางศาสนาแบบนี้ยังคงมีผลต่อคุณประโยชน์แล้วก็พถตำหนิบาปของแขกฮินดูอยู่ในตอนนี้

ระบบการจัดช่วงชั้นทางสังคม

1.2 ความเคลื่อนไหวระบบวรรณะ
มักมีความคิดเกี่ยวกับระบบวรรณะ ที่ย้ำความอยู่นิ่งมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงกันอยู่ทั่วๆไป แม้กระนั้นนักมานุษยวิทยาได้ข้อมูลใหม่ๆมาจากวรรณะสูงๆของประเทศอินเดีย จาการพีจัยเร็วนี้ที่เล่าเรียนระบบวรรณะในเขตชนบทรวมทั้งเขตเมือง ผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยแสดงถึงความเคลื่อนไหวที่ถูกละเลยไปโดยการเรียนรู้รุ่นแรกๆบ่อยมากที่วรรณะกึ่งกลางรวมทั้งวรรณะต่ำปฏิเสธตำแหน่งของตัวเอง แล้วก็ได้ใช้ยุทธวิธีหลายๆอย่างแตกต่างกัน ที่จะเรียบเรียงวรรณะของพวกเขาเสียใหม่ ความอุตสาหะของวรรณะที่สัมผัสมิได้ที่จะเลื่อนฐานะของตัวเอง นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการโต้ตอบที่ร้ายแรงจากพวกวรรณะสูงๆซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ปรารถนารักษาอำนาจเกียรติแล้วก็ความรวยของกระทั่งเอง
การเคลื่อนที่ด้านสังคมในระบบวรรณะ เป็นความมานะระดับกรุ๊ปมากยิ่งกว่าระดับแต่ละคน วรรณะที่ไปถึงเป้าหมายในทางเศรษฐกิจ บางทีอาจเพียรพยายามเพิ่มเกียรติยศของตำแหน่งตนโดยการรับเอาจารีตของวรรณะที่สูงกว่ามาใช้ รวมทั้งอ้างถึงว่าได้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงขึ้นแล้ว วรรณะที่เคลื่อนด้านสังคมสูงมากขึ้น ได้พากเพียรที่จะเปลี่ยนแปลงการกระทำในวรรณะตน พากเพียรให้คนกลุ่มนี้ทำตามแบบแผนความประพฤติปฏิบัติของคนภายในวรรณะที่สุตระหนี่ว่า นอกเหนือจากนั้นบางทีอาจ
เมื่อประเทศอินเดียมีอิสรภาพ คริสต์ศักราช 1948 แล้วก็มีการข้อบังคับรัฐธรรมนูญระบบประชาธิปไตยขึ้น ระบบวรรณะในอินเดียมีอีกทั้งอ่อนแรงลงแล้วก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย รัฐบาลประเทศอินเดียพากเพียรที่จะตอบแทนความทุกข์ยากลำบากและก็การขัดขวางที่มีมาแต่ว่าในสมัยก่อน โดยการให้งานนอกเวลาต่างๆในมหาวิทยาลัย สำหรับคนภายในวรรณะต่ำๆรวมทั้งพวกจัณฑาลทำต่อมาคุณประโยชน์ที่ได้จากการอ้างสิทธิเป็นพวกในวรรณะต่ำพวกนั้นแปลงเป็นหัวข้อหลัก และก็มีชมรมของวรรณะต่างๆดังที่กล่าวมาข้างต้นเกิดมา เพื่อช่วยทำให้สมาชิกในวรรณะของตนเองได้ใช้จังหวะใหม่ๆพวกนั้น การกีดขวางพวกที่แตะมิได้นั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ว่าพวกเรามองเห็นมาแล้วดื้อดึงจะบังคับได้ในระดับแคว้น นอกเหนือจากนี้วรรณะต่างๆมีสิทธิโหวตและก็มีประสิทธิภาพที่จะมีอำนาจทางด้านการเมือง โดยการเช็ดกลงคะแนนเสียงเข้าไปเป็นตัวแทนราษฏร ต้นสายปลายเหตุต่างๆเหล่านนี้ได้แปลงแปลลงอุบายของการเคลื่อนที่ด้านสังคมของวรรณะต่ำๆไป
ถึงแม้ระบบวรรณะของประเทศอินเดียถูกจัดระดับ โยฐานรากของเกียรติมากยิ่งกว่าความมั่งมีมีเงินมีทอง แต่ว่าตำแหน่งของพวกวรรณะสูงๆได้รับมิได้เป็นเพียงแค่เครื่องหมาย กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับคุณประโยชน์ทางวัตถุจากการมีสถานภาพที่สูงกว่า แล้วก็อยู่ในฐานะที่ดีมากยิ่งกว่าที่จะใช้อิทธิพลทางด้านการเมืองเพื่อผลตอบแทนของตนเอง พวกวรรณะต่ำๆดูเหมือนจะสารภาพตำแหน่งที่ต่ำกว่าอย่างไม่สงสัย แต่ว่าการที่พวกเขาสารภาพสถานที่โลกของตน มิได้แสดงว่าปราศจากความมานะที่จะดิ้นรนต่อสู้เพื่อตำแหน่งที่ดีมากยิ่งกว่า ตรงกันข้ามมีการต้านเรียกร้องสิทธิจากผู้อนาถาแล้วก็ผู้มีสถานภาพต่ำอีกทั้งในประเทศอเมริกา ประเทศอินเดียรวมทั้งในสังคมอื่นๆด้วย

2. ระบบยศ
ระบบตำแหน่ง (Estate system) คือระบบที่ปรากฏชัดเจนในยุโรปยุค กึ่งกลางแล้วก็ประเทศญี่ปุ่นยุคกลาง โน่นเป็นระบบศักดินา (feudal system ) สังคมได้มีข้อบังคับ กำหนดไว้อย่างไม่ต้องสงสัย ว่าบุคคลในสังคมมีบรรดาศักดิ์ยังไง แต่ละบรรดาศักดิ์มีสิทธิแล้วก็ หน้าที่เฉพาะแน่นอน ข้อดีของระบบนี้เป็น ความนับถือ ความเชื่อถือฟังแล้วก็ความภักดีที่
บุคคลมีต่อผู้สั่งการของตนเองเป็นหลัก
ผู้เรียนสังเกตดูแบบอย่างระบบศักดินาของประเทศญี่ปุ่นได้ว่า อำนาจการปกครองอยู่ในครอบครัวเชื้อสาย โตกุ กาวา (Tokugava) ตรงเวลา 21 ปี กรรมวิธีการดูแลใช้ระบบเศษรฐธุระเป็นแบบศักดินา และก็มีการแบ่งชนชั้นออกเป็น 4 ชนชั้นใหญ่ๆดังนี้
1. พวกซามูไรหรือนักสู้
2. กสิกร
3. พ่อค้า
4. ช่างฝีมือ
พวกซามูไรแค่นั้นเป็นชนชั้นที่ทรงเกียรติ พวกเกษตรกรเท่าทุน พวกบิดาได้รับการลบหลู่ดูหมิ่นว่ามิได้ช่วยสำหรับการผลิต เป็นผู้หากำไรเพียงแต่ฝ่ายเดียว ส่วนพวกช่างฝีมือได้รับการลบหลู่ดูหมิ่นสูงที่สุด สภาพสังคมในช่วงเวลานั้นอำนาจกับความยั่งยืนแยกออกมาจากกัน โน่นเป็นพวกซามูไรนั้นมีอำนาจจริงแต่ว่าพวกเขาออกจะยากไร้ พวกค้ามีความมั่งมี แม้กระนั้นไม่มีอิทธิพล การแบ่งชั้นมีตอนช่วงเวลาอันนานนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้ตกอยู่ในรูปศักดินา โชกุนเองมีที่ดิน 1 ใน 4 ของประเทศ ที่ดินที่เหลือแบ่งให้เจ้าผู้ครองนครต่างๆครอง เจ้าเมองให้ชาวไร่ชาวนารับไปทำอีกหนึ่ง แล้วเก็บภาษีจากผลิตผลที่ได้จำนวนร้อยละ 40 หรือมกกว่านั้น ชนชั้นซามูไรซึ่งเป็นทหารอาชีพสำหรับในการสืบเชื้อสายมิได้ช่วยสำหรับในการผลิต ดำรงตนในฐานะผู้กอบเอาเปรียบงานของชาวน และก็ในยุคโตกุล กาวานั้น ประเทศญี่ปุ่นได้ปิดประเทศไม่ยินยอมติดต่อค้าขายกับต่างแดน ขอบเขตของการตลาดแล้วก็ฐานะด้านเศรษฐกิจจำกัดพอเพียงเลี้ยงตัวเองได้เพียงแค่นั้น กสิกรไม่มีสิทธิ์สำหรับในการปลูกพืชตามความอยากได้ของตนได้ จำต้องประพฤติตามคำสั่งการของเจ้าผู้ครองนคร แล้วก็ยังไม่มีสิทธิ์สำหรับเพื่อการเคลื่อนย้ายที่พักอาศัยตลอดชาติ
ยุโรปยุคกลางได้มีการจัดตอนชั้นทางด้านสังคมในรูปของระบบศักดินา โดยถือเอาการเป็นเจ้าของที่ดิน (Ownership of land) เป็นหลักฐานมาโดยกำเนิด ชั้นต่างๆในระบบศักดินา เรียกว่าวรรณะ (Estate) มี 3 วรรณะ ดังนี้
วรรณะที่ 1 : เจ้าขุนมูลนาย (the nobles) ดังเช่นว่า พวกอัศวิน พวกนักสู้
ตำแหน่งที่ 2 : พระ (the clergys) ยกตัวอย่างเช่น บรรพชิตในศาสนา
ตำแหน่งที่ 3 : ชาวไร่ชาวนา (the peasants) ไดแก่ บุคคลปกติ พวกพ่อค้าขณะที่ถัดมา
ยศที่ 4 เป็นคนทำข่าวเกิดขึ้น
สิทธิ (Rights) และก็สิทธิพิเศษ (privilege) ของแต่ละยศมีกำหนดเอาไว้ในข้อบังคับ หากแม้มีการเลื่อนสถานภาพตัวเองได้บ้างจากวรรณะหนึ่งไปตำแหน่งหนึ่ง แต่ว่าระบบศักดินายังเป็นระบบเปิดอยู่
อิทธิพลในระบบตำแหน่งเห็นได้ชัดจากรูประบอบการปกครองที่แบ่งสภานิติบัญญัติออกเป็นสภาขุนนางและก็สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ หลักรัฐธรรมนูญของอังกฤษมิได้จัดว่าอำนาจอธิปไตยมิได้มาจากพลเมืองแม้กระนั้นมาจากพระมหากษัตริย์ในสภานิติบัญญัติ และก็หลักสภานิติบัญญัติของอังกฤษประกอบไปด้วยตำแหน่งนักสู้เป็น เจ้าขุนมูลนายและก็สมณะ (พระ)เป็นพระเถระชั้นราชาคณะ ตำแหน่งรวมกันเป็น House of Lords หรือสภาขุนนาง ส่วนอีกตำแหน่งหนึ่งมีบุคคลปกติ โดยทั่วไปเป็นอีกที่ประชุมหนึ่ง เรียกว่า House of Commons หรือสภาผู้แทนราษฎร เวลาถัดมา 100 ปี ได้มีอาชีพใหม่เกิดขึ้น โน่นเป็นอาชีพหนังสือพิมพ์ คนเย็บเล่มหนังสือพิมพ์มีอาชีพสำหรับเพื่อการขายข่าวสาร อาชีพหนังสือพิมพ์ แล้วก็ช่างหนังสือพิมพ์มีความเกี่ยวพันต่อชาติบ้านเมือง ก็เลยมีผู้เรียกคนทำข่าวว่าบรรดาศักดิ์ที่ 4
ระบบชนชั้นตามระบบยศนี้เป็นระบบของยุโรปยุคการปกครองโคลนตมลัทธิศักดินา ระบบนี้ได้มีสาเหตุจากลักษณะของการถือสิทธิ์ที่ดิน การถือสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้นได้ก็เมื่อบุคคลได้รับใช้สำหรับเพื่อการทหารหรือราชการอื่นๆฐานะสูงต่ำของบุคคลก็เลยขึ้นกับความเชื่อมโยงที่มีอยู่กับผืนแผ่นดิน บุคคลที่อยู่ในวรรณะใดก็มีข้อบังคับระบุสิทธิแล้วก็หน้าที่ไว้อย่างชัดเจน แม้กระนั้นระบบนี้บุคคลบางทีอาจเลื่อนฐานะของตนเองได้ อาทิเช่น พระเจ้าอยู่หัวบางทีอาจทรงให้บรรดาศักดิ์บุคคลปกติเป็นเจ้าขุนมูลนายชั้นต่างๆตามความรู้ความเข้าใจได้ รวมทั้งระบบตำแหน่งมีการสืบวรรณะตามบรรพบุรุษของตนเอง
ระบบศักดินาในยุโรปปฏิบัติในรูปของสิทธิรวมทั้งหน้าที่ที่เกี่ยวกับที่ดิน วรรณะแบ่งได้ 3 ชนิดดังนี้
1. เจ้าของที่หรือเจ้าขุนมูลนาย(Landowners หรือ nobility)
2. พวกโยเม็นริ (Yeomanry) พวกกองอาสาสมัครของพระราชาอังกฤษจำเป็นต้องให้ความภักดี ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันที่ดิน แล้วก็เป็นพระภูมิดินเพื่อเปลี่ยนกับสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งที่จำกัดแน่ๆในที่ดินและก็ผลิตผลด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากที่ดินนั้น
3. พลเมือง(Serfs) ผู้มีสิทธิเหนือที่ดินอยู่ในขอบเขตที่จำกัดจำกัด แต่ว่าแน่ๆ พวกชาวเมืองไม่ใช่ข้าทาส แม้กระนั้นพวกประชาชนไม่สามารถที่จะทอดทิ้งที่ดินได้ แล้วก็ที่แท้ พวกโยเม็นริหรือพวกอาสาสมัครผู้อิสระในยุคศักดินารวมทั้งพวกเจ้าขุนมูลนายไม่สามารถที่จะทอดทิ้งที่ดินได้ด้วยเหมือนกัน

3. ระบบชนชั้น
ระบบชนชั้น (Class system) เป็นการจัดอันดับความสมารถยนต์มากยิ่งกว่าชาติตระกูล ดัชนีสำหรับในการแบ่งบุคคลออกเป็นชนชั้นมีตัวหลักเกณฑ์สำหรับการไตร่ตรองดังนี้
1. เศรษฐกิจ อาชีพเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุว่าอาชีพเป็นแหล่งรายได้ แม้ว่าสมบัติเป็นแหล่งรายได้อีกแหล่งหนึ่ง แม้กระนั้นขนาดรายได้ที่แตกต่างทำให้บุคคลต่างกันทำให้บุคคลแตกต่างเรื่องช่องทางที่ชีวิต
2. สถานภาพ เป็นเครื่องตวงเกียรติยศของบุคคล สถานภาพย่อมเปลี่ยนแปลงแปรเรียกตัวมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ อย่างเช่น อาชีพรวมทั้งรายได้ แต่ว่าสถานภาพของนักเตะกับสถานภาพกับนักร้องไม่อาจจะวัดได้โดยตรงจากรายได้
3. อำนาจ เป็นความสามารถสำหรับในการควบคุมการกระทำของบุคคลอื่นๆอำนาจมักแปลงแปรโยรงกับตัวหลักเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ว่าข้าราชการชั้นสูงหรือหัวหน้าของชมรมพ่อค้าอาจมีอำนาจมากยิ่งกว่าอำนาจที่คาดว่าจะมีโดยตรงจากรายได้ ประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่แล้วก็ไอร์แลนด์เหนือใช้ตัวหลักเกณฑ์ถือฉานเถาเหล่ากอ การเรียนรวมทั้งสำเนียงเป็นเครื่องตวงชนชั้น
นักวิทยาศาสตร์สังคมอเมริกันมักพูดว่าตอนชั้นทางด้านสังคมเป็นเสมือนแบบชีวิตหรือท่าทางชีวิต (Style of life) บุคคลที่อยู่ในชนชั้นสังคมแตกต่างกันย่อมแตกต่างในด้านการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ รายได้และก็ระดับการศึกษา สิ่งกลุ่มนี้แสดงออกให้แบบของชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แบบอย่างมองเห็นได้จากแบบรูป(pattern) ของการบริโภค ระดับการศึกษา พฤติกรรม รสนิยม รวมทั้งสิ่งอื่นในทำนองคล้ายกัน เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์สังคมว่าชนชั้นทางสังคม มี 3 ชั้น (ถาวร กำเนิดเกียรติยศพงศ์พันธุ์ แล้วก็ราคมหนสุกะ. 2522: 178-179) ดังนี้
1. ผู้ดี(Upper class) ดังเช่นว่าบุคคลคนที่เป็นเจ้าของมือผลิตและก็แหลงเศรษฐกิจของสังคม
2. ชนชั้นกลาง (middle class) ดังเช่นว่าบุคคลสถานที่ทำงานประจำที่ทำการรวมทั้งบุคคลดำเนินงานชนิดใช้วิชาชีพ ได้แก่ อาจารย์ คุณครู ทนาย วิศวกร หมอฯลฯ
3. ชนชั้นกรรมกร(lower class or working class) ดังเช่นบุคคลที่อาศัยค่าแรงแรงงานเลี้ยงชีวิต
ผู้เล่าเรียนพิจารณาได้ว่าบรรดากรุ๊ปบุคคลอีกทั้ง 3 ชั้นพวกนี้กรุ๊ปบุคคลชั้นสูงเป็นผู้มีหลักทรัพย์และก็รายได้สูง กรุ๊ปบุคคลชั้นกึ่งกลางมีหลักทรัพย์แล้วก็รายได้ปานกลาง ส่วนกรุ๊ปบุคคลชั้นลูกจ้างมีหลักทรัพย์รวมทั้งรายได้ต่ำ แล้วก็ผู้เรียนรู้บางทีอาจตั้งข้อคิดเห็นถัดไปได้ว่าการจัดบุคคลเข้าอยู่ในชั้นด้านสังคมนั้นถือเอาการบรรลุเป้าหมายเป็นหลักเกณฑ์มากยิ่งกว่าตำแหน่งที่ได้มาโดยเกิดจากครอบครัวย่อมทรงอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายของบุคคล ความไม่เหมือนระหว่างชนชั้นทางสังคมกับการจัดลำดับชั้นด้านสังคมแบบอื่นเป็นต้นว่า วรรณะรวมทั้งวรรณะอยู่ที่บุคคลสามารถเลื่อนฐานะของตนได้จากชั้นสังคมหนึ่งไปอยู่ยังอีกสังคมหนึ่ง การโยกย้ายระหว่างสังคม เรียกว่าการเลื่อนฐานะทางด้านสังคม ซึ่งบางทีอาจเป็นแนวทางสูงมากขึ้นหรือลดน้อยลง
ระบบชั้นคือระบบที่มีอยู่ในสังคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ ด้วยเหตุว่ามาตรฐานสำหรับในการแบ่งชนชั้นมีลัษณะทิศทางสำหรับเพื่อการแบ่งกฎที่ต้องปฏิบัติตามสำหรับในการวัด(rate) แล้วก็การกำหนดชั้นและก็ชั้นยศ (rank) ระหว่างบุคคลแต่ละชนชั้นโดยมากในสังคมไทยเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากระบบชั้นในยุคศักดินาหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผสมกับชนชั้นของสังคมตอนนี้ต้นสายปลายเหตุมือแบ่งชนชั้นของสังคมไทยโดยธรรมดาถือเอาเกียรติ(prestige) หรือสถานภาพทางสังคมเป็นกฏเกณฑ์ เกียรติยศภูเขาทางด้านสังคมวัดได้โดยใช้เหตุแต่ละอย่างรวมกันดังนี้
1. เครือญาติ อาทิเช่น ราชเครือญาติ เครือญาติเจ้าพระยา เชื้อสายคนรวย
2. จุดสำคัญในวงการราชการ ตัวอย่างเช่น ครองตำแหน่งสูงในราชการหรือตำแหน่งที่มีอำนาจ รัฐมนตรีหรือนายกฯ นายพลฯลฯ
3. ฐานะด้านเศรษฐกิจหรือความยั่งยืนมั่นคง
4. การศึกษาเล่าเรียน ตัวอย่างเช่น คนไหนกันได้รับการเรียนสูง มีปริญญาหลายใบจากต่างแดนมีชั้นทางด้านสังคมสูง
5. จำพวกของอาชีพ ยกตัวอย่างเช่น อาชีพราชการทรงเกียรติ (honour) เป็นชนชั้นนายจ้างคน ทหารตำรวจเหนือกว่าข้าราชการ ผู้เรียนบางทีอาจตั้งข้อคิดเห็นได้ว่า เกียรติหรือฐานะของบุคคลในสังคมในสังคมไทย มักเกิดขึ้นจากการรวมของต้นสายปลายเหตุหลายๆอย่างอาทิเช่นได้รับการศึกษาเล่าเรียนสูง มักมีอาชีพทรงเกียรติดำรงชีพที่มีรายได้สูงและก็ส่งผลให้เกิดตำแหน่งที่มีอำนาจไปในทางการบ้านการเมืองมักเป็นคนมั่งคั่ง
4. ความรวย
ความรวยเป็นอีกด้านหนึ่งของการจัดตอนชั้นด้านสังคมซึ่งก็คือ การสั่งสมทรัพยากรต่างๆหรือการเป็นเจ้าของอุปกรณ์การสร้างทรัพยากรดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นักสังคมศาสตร์เป็นจำนวนมากมั่นใจว่าความรวยเป็นด้านสำคัญที่สุดของการจัดชั้น และก็เป็นหลักฐานรองรับความเห็นชอบอื่นๆดังเช่นอำนาจและก็เกียรติ คาร์ล มาร์ก แล้วก็ผู้ที่เห็นตามความนึกคิดของเขากล่าวว่า วิธีการเบื้องต้นของการจัดระเบียบทางสังคม เป็นระบบที่ทรัพยากรถูกสร้างขึ้นมาและก็เพื่อทำให้ตามที่ต้องการจำเป็นต้องของคนเรามาร์กแบ่งราษฎรของสังคมออกเป็น 2 ชนชั้น เป็นชนชั้นผู้ลงทุนคนที่เป็นเจ้าของสิ่งที่ใช้ในการผ

เข้าเล่นเกมสล็อตฟรี